ก่อนจะดูว่า ภาพนี้ อธิบายเชื่อมโยง ผู้ยิง 1 คน และ ผู้เสียชีวิต 2 คน ยัง มาดูก่อนว่า หลักสูตรที่ก่อปัญหานี้ คืออะไร "หลักสูตรบริหารการศึกษา ปริญญาโท" จัดมาแล้วประมาณ 12 รุ่น มีนักศึกษารุ่นละ 30 คน เมื่อมี “หลักสูตร” ก็ต้องมี “ผู้บริหารหลักสูตร”
1. การจัดตั้งหลักสูตรต้องทำตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.)
2. เมื่ออนุญาตเรื่องจะถูกส่งเข้าสภามหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร
3. สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง "กรรมการพิจารณาบริหารหลักสูตร"
4. กรรมการพิจารณาบริหารหลักสูตร มีทั้งหมด 5 คน
ผู้ตายคนที่ 1 อยู่ใน ส่วนนี้ - นายพิชัย ชัยสงคราม เป็นประธานหลักสูตรบริหารการศึกษา สังกัดวิทยาลัยการฝึกหัดครู 2 สมัย ซ้อน
- ประธาน 1 คน มีวาระ 2 ปี
- การเลือกจะมี"ฉันทามติ" จากคณะองค์ประธาน 5 คนของแต่ละคณะ "ถึงเป็นได้"
ผู้ตายคนที่ 2 นายณัฐพล ชุมวรฐายี เคยมีตำแหน่งเป็นประธานสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัย ปัจจุบัน ไม่อยู่ในตำแหน่ง
- แต่ นายณัฐพล เป็น 1 ใน “คณะกรรมการพิจารณาบริหารหลักสูตร” ที่ต้อง"เลือก"อาจารย์ผู้สอน
คณะกรรมการนี้ มีบทบาทสำคัญ คือ
- เลือกอาจารย์ผู้สอนคณะบริหารการศึกษา ป.โท (หลักสูตรใหม่)
- ส่งชื่อให้ "กรรมการอำนวยการบัณฑิต" พิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่
- ถ้ามีมติชัดเจน "กรรมการอำนวยการบัณฑิต" จะแจ้งอาจารย์ผู้สอนที่ได้รับคัดเลือก ว่าพวกเขามีรายชื่อเข้าสอน
ส่วน ดร.วันชัย ดนัยตโมนุท ผู้ยิง ที่ใช้ปืนจ่อศรีษะตัวเองเมื่อตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมา เป็นผู้ร้องเรียน โดยอ้างว่า นายพิชัย ชัยสงคราม ผู้ตายคนที่ 1 ใช้วุฒิการศึกษาปริญญาเอก ที่จบจากประเทศฟิลิปปินส์ เอกบริหารการศึกษา โดยเป็นวุฒิที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
จะเห็นว่า นายพิชัย และนายณัฐพล อยู่ในฐานะผู้บริหาร และผู้เลือกอาจารย์มาบรรจุในหลักสูตรนี้ แต่นายวันชัย ผู้ยิง ไม่อยู่ในหลักสูตรนี้ และร้องเรียนว่านายพิชัย ขาดคุณสมบัติ โดยใช้วุฒิการศึกษาที่ยังคงบอกไม่ได้ว่า ปลอมหรืออาจจะถูกต้องก็ได้และทั้ง 3 คน เรียนจบการศึกษาบริหารการศึกษาทั้งหมด
แต่รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์ หรดาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร บอกว่า ได้ให้ทั้ง 2 คนเข้ามาพูดคุยกันแล้ว ชี้แจงกับผู้ก่อเหตุว่า "สกอ.รับรองมาตรฐาน" แต่ ทั้ง 2 คน ขัดแย้งอย่างไรต่อไป อธิการบดี ม.ราชภัฎพระนคร "ไม่ทราบเรื่องนี้"
ภาพนี้ ไม่ใช่โครงสร้างรายได้อาจารย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร แต่เป็นสิ่งที่รวบรวมมาจากหลายสถาบัน ว่า หลักสูตรพิเศษ หากอาจารย์เข้ามาอยู่ได้ ก็จะมีรายได้สูงขึ้นตามไปด้วย ตั้งแต่เงินเดือนประจำ ถ้าเป็นดอกเตอร์ บางแห่งก็มากกว่า 5 หมื่นบาท เงินค่าสอน ซึ่งเราตรวจสอบพบว่า ส่วนใหญ่ ค่าสอนในหลักสูตรพิเศษ จะสูงกว่าหลักสูตรปกติพอสมควร เพราะค่าเทอม ที่เก็บจากนักศึกษาก็ต่างกัน บางที่ นักศึกษาล้วนอยู่ในสถานะที่มีฐานะดี
และเรายังพบว่า การได้รับบรรจุในหลักสูตรพิเศษ ยังมีรายได้เพิ่ม คล้ายๆเงินประจำตำแหน่งด้วย ทำให้ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ หากได้เข้าบรรจุในหลักสูตรแบบนี้ อาจมีรายได้หลักแสนต่อเดือน แต่ประเด็นนี้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เชื่อว่า ความขัดแย้ง ไม่น่าจะเกี่ยวของกับรายได้ เพราะค่าสอน ปริญญาโท อาจารย์ได้ 800 – 1000 บาทต่อชั่วโมง
ที่มาของรายได้ หลักสูตรนี้เปิดมาแล้ว 12 รุ่น มีนักศึกษารุ่นละ 30 คน เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับค่าเล่าเรียนของสถาบันแห่งนี้ แต่หากตั้งสมมติฐาน จากค่าเล่าเรียนของนักศึกษาปริญญาโททั่วไป จะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ เทอมละ 5 หมื่นบาท ถ้า 30 คน ก็ 1 ล้าน 5 แสนบาท ถัดลงมา เราตรวจสอบพบว่า ในหลายๆแห่ง รายได้จากหลักสูตรพิเศษ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ ส่งเข้ามหาวิทยาลัย และกลับสู่คณะกรรมการหลักสูตรเอง ซึ่ง ส่วนที่เข้ามหาวิทยาลัย มักจะเป็นส่วนน้อย เพียง 20-30 % เท่านั้น อีก 70-80 % จึงเป็นส่วน ที่คณะกรรมการหลักสูตร เอาไปบริหารต่อ เราย้ำว่า นี่ไม่ใช่ข้อมูลของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร แต่เราได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่อ้างอิงจากภาพรวม
เมื่อดูข้อมูลเหล่านี้ ลองฝากคุณผู้ชมไปคิดต่อกันเองว่า หากในมหาวิทยาลัยไหน มีความขัดแย้ง มีฝ่ายหนึ่งสามารถกุมการบริหารหลักสูตรพิเศษ อีกฝ่ายไม่สามารถเข้าไปได้ จะเป็นอย่างไร และอย่าลืม ประเด็นตั้งต้นด้วยว่า ถ้าจะตรวจสอบที่มาของวุฒิการศึกษา ปริญญาเอกกันเช่นนี้ ควรตรวจสอบแค่เฉพาะ 3 คนนี้ หรือไม่ หรือควร “รื้อ” ออกมาทั้งหมด